วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

สระบุรี - ประชุมล่มรอบสอง! ชาวบ้านยัน "ไม่เอา" ไม่รับข้อเสนอผู้รับเหมา

 ภาพ/ข่าว : จันทร์เพ็ญ พิมมะศร สระบุรี 





    เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ที่วัดโคกกะพี้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ชาวบ้านจากหมู่ 1 ตำบลหัวปลวก และหมู่ 6 ตำบลงิ้วงาม ได้รวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนและแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการที่รถบรรทุกดินวิ่งผ่านพื้นที่ชุมชนของพวกเขา โดยมีปลัดอำเภอเสาไห้เป็นคนกลางช่วยไกล่เกลี่ย




นางสาวกันยาพร แช่มชุรี ตัวแทนชาวบ้านโคกกระพี้ หมู่ 1 ตำบลหัวปลวก เล่าว่า "พวกเราเดือดร้อนมากจากรถขนดินที่วิ่งผ่านหมู่บ้านมานานกว่าปีครึ่งถึงสองปีแล้ว โดยมีปัญหาเรื่องฝุ่นเข้าบ้าน ผู้ป่วยติดเตียงก็แย่ ดินก็หล่นบนถนนทำให้ถนนลื่นเกิดอุบัติเหตุ อย่างรถเก๋งเบรกลื่นชนรั้วบ้านเสียหายก็มีมาแล้ว ทั้งเสียงดังและรถวิ่งเร็วก็กระทบชีวิตชาวบ้าน แถมน้ำประปาก็ไหลไม่ค่อยแรงหรือไม่ไหลเลย และถึงจะมีคนมากวาดถนนแต่ก็กองเศษดินแดงไว้ข้างถนนหน้าบ้านทุกหลัง ทำให้ล้อรถสกปรกเวลาฝนตก" เธอยืนยันว่า ชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านรวมใจกันแสดงจุดยืนว่า "ไม่ต้องการให้รถดินวิ่งผ่านหมู่บ้าน" และบอกว่า "พวกเราไม่รับฟังคำแก้ตัวหรือเปิดโอกาสให้แล้ว คือไม่เอาเลยค่ะ" แม้ผู้ประกอบการจะบอกว่าจะทำให้ดีขึ้น ชาวบ้านกว่าร้อยคนในหมู่ 1 และชาวบ้านหมู่ 6 ที่ได้รับผลกระทบก็ยังยืนยันคำเดิมว่า "ไม่เอา"





นางสาวกันยาพร ยังเล่าต่อว่า แต่ก่อนผู้ประกอบการขออนุญาตขุดบ่อเลี้ยงปลา แต่ผ่านไปปีกว่า บ่อปลายังไม่เริ่มเลย กลับกลายเป็นขุดหน้าดินขายแทน ที่ผ่านมาเคยมีการประชุมกับผู้รับเหมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งชาวบ้านก็ไม่ยอม หลังจากนั้น นายกเทศมนตรีตำบลหัวปลวก นายกสวัสดิ์ ปกรณ์สรี ก็เรียกปลัดมาดูพื้นที่และสั่งปิดบ่อดินไปแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้ชาวบ้านคิดว่าเรื่องจบแล้ว แต่ล่าสุดเทศบาลมีหนังสือแจ้งให้มาคุยกันใหม่ ซึ่งชาวบ้านไม่อยากมา เพราะรู้สึกว่าปัญหาเก่ายังไม่แก้และไม่อยากออกมาคุยเรื่องเดิมซ้ำๆ เธอยังตั้งข้อสังเกตว่าตอนแรกไม่มีการคุยกับชาวบ้านก่อนรถจะเริ่มวิ่ง และไม่มีผู้นำคนไหนออกมาช่วยชาวบ้านเลยตอนที่เดือดร้อน แม้จะมีการสั่งปิดบ่อและห้ามวิ่งขนดินไปแล้ว แต่ก็ยังพบเห็นรถขนดินวิ่งเฉพาะวันอาทิตย์ เช่นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2568 และมีการลาดยางถนนเฉพาะถนนที่เข้าบ่อดินเท่านั้น






สรุปว่าที่ประชุมระหว่างผู้ประกอบการขุดดินกับชาวบ้านตกลงกันไม่ได้ เทศบาลหัวปลวกจึงไม่ต่อใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการขุดบ่อดินและห้ามนำรถบรรทุกดินวิ่งผ่านชุมชน ถ้าตกลงกับชาวบ้านไม่ได้





    ด้าน นายนที ยศบรรดาศักดิ์ รองนายกเทศมนตรีตำบลหัวปลวก ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ชาวบ้านมารวมตัวกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องรถขนดินที่วิ่งผ่านชุมชนที่ก่อให้เกิดเสียงดัง ฝุ่น และมลพิษ ซึ่งอาจส่งผลให้เด็ก ผู้ใหญ่ และผู้ป่วยติดเตียง เจ็บป่วย เช่น เป็นโรคความดันหรือไขมัน เพราะสูดควันและกลิ่นดินเข้าไป นายนทีบอกว่า ผู้ประกอบการเคยมาแก้ปัญหาแล้วรอบสองรอบ แต่ก็ยังแก้ไม่ถูกจุด และในการประชุมวันนี้ชาวบ้านก็ยังไม่ยอมตกลง อย่างไรก็ตาม นายนทีชี้แจงว่า ถ้าผู้ประกอบการกับชาวบ้านตกลงกันได้ เทศบาลก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ย้ำว่า ขุดดินทำได้ แต่ไม่ให้วิ่งผ่านชุมชนนั้น เทศบาลไม่น่าจะมีปัญหา





    ขณะที่ นายพิษณุ เทียนปัญจะ ทนายความผู้ประกอบการ ชี้แจงว่า ปัญหาที่ผ่านมาทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนและมีการร้องเรียนจริง ตอนนี้ใบอนุญาตหมดอายุ เลยมาขอต่อ และชาวบ้านก็มีเงื่อนไขว่าต้องมีการคุยกันก่อน นายพิษณุยอมรับว่าบ่อดินอยู่ที่หมู่ 3 แต่เส้นทางขนดินต้องผ่านถนนหมู่ 1 ซึ่งจะออกถนนสายท่าลาน เขายืนยันว่าในการประชุมวันนี้ ชาวบ้านก็ยังไม่ยอมให้รถขนดินผ่านถนนหมู่บ้าน





    นายพิษณุ กล่าวถึง แนวทางที่ผู้ประกอบการพร้อมจะแก้ไขคือ มีเอกสารรับรองเรื่องเสียงรถ และจะนำรถมาทุกสามชั่วโมงเพื่อขนดินที่ตกหล่นหรือขูดดินและล้างถนนให้ชาวบ้าน แนวทางเหล่านี้ได้เสนอไปในการประชุมแล้ว แต่ก็ยอมรับว่าชาวบ้านยังคงไม่ยกมือให้ (ไม่เห็นด้วย) ทนายความผู้ประกอบการบอกว่า การขอใบอนุญาตขุดดินของเจ้าของที่ดินถูกต้อง แต่เรื่องการขนย้ายดินมีปัญหาในการคุยกัน ผู้ประกอบการยังหวังว่าจะมีการคุยกันอีกครั้งหลังได้ใบอนุญาต โดยจะทำข้อตกลง (MOU) กับเทศบาล และจะชี้แจงข้อตกลงนี้ในการประชุมรอบหน้า นายพิษณุย้ำว่า ถ้าผู้ประกอบการผิดข้อตกลงใน MOU แม้แต่ข้อเดียว เทศบาลจะสั่งหยุดงานทันที และผู้ประกอบการยินดีพิจารณาหาทางออกอื่น หากทำได้ก็ไม่ดื้อรั้น เขายังมีความหวังว่าจะได้รับการอนุญาตก่อน 






ทั้งนี้ ชาวบ้านได้ทำหนังสือร้องเรียนยื่นต่อรองนายกฯเทศมนตรีตำบลหัวปลวก เพื่อให้พิจารณากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และบอกว่าจะไปพึ่งศูนย์ดำรงธรรมหากผู้นำหมู่บ้านไม่สามารถช่วยได้




วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

น้ำใจหลั่งไหล: รพ.สระบุรีเปิดศูนย์รับบริจาคโลหิต กาชาดร่วมผนึกกำลัง

  ภาพ-ข่าว: จันทร์เพ็ญ พิมมะศร สระบุรี


วันนี้ (26 กรกฎาคม 2568) ที่โรงพยาบาลสระบุรี มีการจัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิตครั้งใหญ่ โดยความร่วมมือกับเหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือทหารหาญและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งเสริมปริมาณโลหิตสำรองสำหรับความต้องการภายในจังหวัดเอง ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประชาชนอย่างล้นหลาม
นางภาวิณี เอี่ยมจันทน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสระบุรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (25 กรกฎาคม 2568) มีผู้มาบริจาคโลหิตกว่า 300 คน และได้รับโลหิตไปประมาณ 200 ถุง




 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของการรวมพลังน้ำใจ สำหรับวันนี้ โรงพยาบาลยังคงเปิดรับบริจาคต่อเนื่องตั้งแต่เช้าจนถึงเวลา 20.00 น. และคาดว่าจะมีประชาชนทยอยมาบริจาคตลอดทั้งวัน นางภาวิณีกล่าวว่า "วันนี้ทางโรงพยาบาลจัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิต เพื่อทหารหาญและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากระเบิดที่เขตชายแดน เมื่อวานนี้มีผู้ประสงค์มาบริจาคประมาณสามร้อยกว่าท่าน ได้เลือดประมาณสองร้อยถุง และวันนี้เราเริ่มให้บริการตั้งแต่เช้าจนถึงสองทุ่ม ก็คาดว่าจะมีประชาชนทยอยมาบริจาคเรื่อย ๆ วันนี้ก็อย่างที่เห็น"เธอยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิตและเชิญชวนประชาชนว่า "ก็จะเปิดรับบริจาคไปจนถึงวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม



ก็อยากเชิญชวนประชาชนชาวสระบุรีและชาวจังหวัดใกล้เคียง ได้เข้ามาร่วมบริจาคเลือด ซึ่งนอกจากการบริจาคเพื่อทหารหาญและประชาชนที่ได้รับผลกระทบแล้ว ชาวสระบุรีเองก็ยังมีความต้องการใช้เลือดสำหรับการผ่าตัด ซึ่งทุกวันนี้เลือดที่เราได้จะตกประมาณเดือนละประมาณ 1,200 ถุง แต่ว่าจริง ๆ ความต้องการเราอยู่ที่ประมาณ 1,500 ถุง" พร้อมอธิบายถึงการบริหารจัดการหากได้รับบริจาคเกินความต้องการในระยะสั้นว่า "แต่ว่ายังไงก็ตาม ช่วงนี้เนื่องจากมีผู้มาบริจาคเลือดเป็นจำนวนมาก



แต่ว่าอย่างที่ทราบว่าเลือดจะมีอายุประมาณ 30 ถึง 45 วัน ดังนั้นในช่วงหลังจากนี้ ถ้าเรามีความต้องการที่ส่งไปแล้วเพียงพอแล้ว เราอาจจะขออนุญาตให้คิวไว้ ให้ท่านมาลงคิวไว้ แล้วก็พอความต้องการเริ่มลดลง เราก็จะแจ้งข่าวท่านว่าให้ท่านทยอยมาบริจาค"ด้าน นางจิตตินันท์ เชาวรินทร์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี ได้กล่าวขอรับบริจาคโลหิตพร้อมเผยความตั้งใจว่า "กิจกรรมที่เราทำในวันนี้ก็เพื่อเป็นการรับบริจาคโลหิต สำหรับสำรองไว้ใช้คงคลังทั้งที่ของจังหวัดสระบุรีเองซึ่งเรามีความขาดแคลน และอีกส่วนหนึ่งเราทุกคนเป็นคนไทย เราก็จะช่วยเหลือประเทศชาติของเรา 



ดังนั้น ถ้ามีส่วนหนึ่งเราก็จะไปช่วยสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือปัญหาของทางด้านชายแดนไทย-เขมรของเรา ทั้งทหารหรือผู้ประสบภัย ผู้ประสบเหตุที่จังหวัดตรงนั้น แระแวกตรงนั้น รวมถึงใช้เอาไว้ใช้ในกิจการของโรงพยาบาลของเรา ก็ต้องขอขอบคุณทุกคน ทุกกำลังใจที่มาให้ความช่วยเหลือเราในวันนี้ มาแบบล้นหลามมาก บางคนมาแล้วสามวันเพื่อจะรอนบริจาค ต้องขอขอบคุณประชาชนชาวสระบุรีทุกคนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ขอบคุณมาก"



ในทำนองเดียวกัน นางวนิดา ศรีเม่น กำนันตำบลม่วงงาม อำเภอเสาไห้ ก็ได้มาร่วมบริจาคโลหิตในวันนี้ด้วยความตั้งใจอันแรงกล้า โดยกล่าวว่า "วันนี้ เรามาบริจาคเลือด เรามีความตั้งใจมาก ตอนนี้ทางเหตุการณ์บ้านเมืองของเรา ถือว่าไม่ปกติ มีเกิดภัยสงครามเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งในการทำสงครามครั้งนี้ก็คือการ อาจจะมีการเสียเลือดเสียเนื้อ เราเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่เราพอจะช่วยได้ เราได้ทราบข่าวจากจังหวัดสระบุรีแล้วก็จากอำเภอเสาไห้ ว่าต้องการสต็อกเลือด ช่วยให้กับทหารก็ดี หรือประชาชนที่ได้รับภัยในครั้งนี้ก็ดี


เราก็เลยมีความรู้สึกว่าเราตั้งใจมากในสิ่งที่เราพอที่จะช่วยได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องนี้เราถือว่ามันเป็นการช่วยชีวิตของคนไทยคนหนึ่ง ก็ตั้งใจมากมาก เลยมาวันนี้"
กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เติมเต็มคลังโลหิตที่จำเป็น แต่ยังเป็นการแสดงพลังแห่งความสามัคคีและน้ำใจของชาวสระบุรี ที่พร้อมยืนเคียงข้างเพื่อนร่วมชาติในยามวิกฤต และเป็นแบบอย่างที่ดีของการช่วยเหลือสังคมอย่างแท้จริง























สระบุรีบูม! ผนึกกำลังจัด "TMS KIDS 2025" ดันมวกเหล็กสู่ฮับท่องเที่ยวเชิงกีฬาสุดฮิตสำหรับครอบครัว

 ภาพ-ข่าว : จันทร์เพ็ญ พิมมะศร สระบุรี 080-008-9625 วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568  ถือเป็นมิติใหม่ของวงการวิ่งเทรลเยาวชน เมื่อ Trail Masters Serie...